CPU และ Module : CPU ในตัว GPS Navigator จะทำหน้าที่เหมือนใน computer ทั่วไปคือเป็นตัวประมวลผล ความเร็ว MHZ มากเท่าไรก็เป็นผลดี ยิ่งในระยะหลังที่ผู้ผลิตแผนที่ จะมีการแสดงผลแบบ 3มิติ (3D) CPU ที่มีความเร็วจะช่วยได้มาก ส่วน Module จะเป็นตัวประมวลผลสัญญาณ GPS จากดาวเทียมออกมาเป็นค่าพิกัด Moduleรุ่นใหม่ๆ จะสามารถรับสัญญาณจากดาวเทียมได้จำนวนมากขึ้น และนำมาคำนวณค่าพิกัดได้แม่นยำมากขึ้น
CPU และ Module ใน GPS Navigator (GPS ติดรถ) จะแบ่งเป็น 2 ชนิดคือตัวที่ใช้ Chipset ที่รวมเอา CPU และ Module เข้าไว้ด้วยกัน เช่นของบริษัท SiRF ที่เป็นผู้ผลิต Chipset สำหรับ GPS อันดับ 1 ในปัจจุบัน หรือ Qualcomm (ส่วนมากจะใช้ในมือถือ) และ GPS Navigator อีกชนิดที่แยก CPU และ Module เป็นคนละตัวกัน ซึ่ง CPUอาจเป็นของ Samsung และ Module อาจมากจากบริษัทอื่นๆ
จำนวนดาวเทียมGPS (Channels) ที่รับได้ : ในปัจจุบัน (2552) ดาวเทียม GPS ที่เปิดดำเนินการจะเป็นของ NAVSTAR จาก อเมริกาซึ่งมี 24ดวง และอีกไม่นานจะมีดาวเทียม GPS จากฝัง Europe ที่ชื่อ Galileo จำนวน 27ดวงให้บริการ
Function Multimedia ต่างๆ : การดูหนัง ดูรูป หรือฟังเพลง ส่วนใหญ่จะเป็น functions เสริมที่อยู่บน PND ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ (OS) WindowsCE อยู่แล้ว
- FM Transmitter : เป็นตัวส่งสัญญาณคลื่น FM ในระยะใกล้ๆ ประโชยน์คือ ถ้าเราต้องการเล่น file เพลงMP3 จากตัวเครื่อง PND แต่ต้องการให้เสียงไปออกที่ลำโพงของรถยนต์ ให้เปิด Function FM Transmitter นี้และจูนคลื่นวิทยุและตัวเครื่องPND ให้ตรงกัน เสียงเพลงMP3 ที่เล่นจากตัวเครื่อง PND จะถูกส่งไปที่วิทยุของรถยนต์ และออกที่ลำโพงรถยนต์ และเราอาจนำไปใช้เวลาเปิดแผนที่นำทาง ให้เสียงนำทางไปออกที่ลำโพงของรถยนต์ได้เหมือนกัน
การเลือกซื้อ GPS ติดรถ ให้เหมาะกับการใช้งาน
- ขนาดหน้าจอ : ปัจจุบันขนาดหน้าขอ 3.5นิ้วเริ่มไม่ค่อยเป็นที่นิยม เนื่องจากขนาดที่ค่อนข้างเล็ก และราคาที่แทบไม่ต่างกับขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่า จึงแนะนำให้เลือกซื้อขนาดหน้าจอ 4.3 หรือ 5.0นิ้ว แต่ขนาด 7.0นิ้ว อาจจะใหญ่เกินไป น่าจะเหมาะกับรถตู้ รถกระบะคันใหญ่ๆ หรือเหมาะจะติดเข้าไปใน Console หน้ารถมากกว่า- CUP : ความเร็วของ CPU ที่นำมาใช้ใน GPS Navigator (GPS ติดรถ) ส่วนใหญ่จะมีความเร็วที่ 300, 400, 500 และล่าสุดที่ 600MHz ความเร็ว 300MHz มีผลิตกันน้อยมากๆแล้ว ปัจจุบันนี้จะผลิตที่ 400MHz และ PND รุ่นใหม่ๆจะผลิตออกมาที่ 500MHz เพราะแผนที่นำทางในปัจจุบันส่วนใหญ่ จะมีการเล่นภาพ 3D ด้วย ดังนั้นความเร็ว CPU จึงต้องสูงขึ้น และล่าสุดจะมี CPU ที่ความเร็ว 600MHz ออกมาแต่ราคาค่อนข้างสูง และแผนที่นำทางต่างๆ ยังไม่จำเป็นต้องใช้ความเร็วสูงขนาดนั้น จึงยังไม่ค่อยนำมาใช้ใน GPS ติดรถ อย่างแพร่หลายนัก (กันยายน 2552) ดังนั้นการเลือกซื้อจึงแนะนำให้ดู CUP ที่มีความเร็วอย่างน้อย 400MHz ขึ้นไป
- Module : จะเป็น Chipset เมื่อใช้รับข้อมูลจากดาวเทียม GPS เมื่อมาประมวลผลหาค่าพิกัดที่เราอยู่ ผู้ผลิต Chipset Module สำหรับรับสัญญาณ GPS มีหลากหลายบริษัท สำหรับ Chipset GPS จาก SiRF จะแบ่งเป็น 3 รุ่นหลักๆในปัจจุบันคือ
1. SiRFatlasIII มีความเร็ว 400MHz ใช้ Module SiRF 3 จับสัญญาณดาวเทียมได้ 30 ดวง ตัวนี้ปัจจุบันผู้ผลิตเริ่มเปลี่ยนเป็นตัวที่เร็วกว่าอย่าง SiRFatlasIV แล้ว
2. SiRFatalsIV มีความเร็ว 500MHz ใช้ Module SiRF GRF3i+ จับสัญญาณดาวเทียมได้ 64 ดวง แนะนำให้เลือกซื้อความเร็วขนาด 500MHz เป็นอย่างน้อย เพื่อให้เล่นแผนที่ได้ไม่สะดุด
3. SiRFtitan มีความเร็ว 600MHz ใช้ Module SiRF GRF3i+ จับสัญญาณดาวเทียมได้ 64 ดวง ตัวนี้จะใช้ Module เดียวกับรุ่นก่อนหน้า แต่ความเร็วจะเพิ่มขึ้น ผู้หลิตยังไม่ค่อยนำมาใช้แพร่หลายนัก
สำหรับท่านที่ซื้อ GPS ติดรถที่ไม่ได้ใช้ Chipset ของ SiRF แนะนำให้ดูความเร็วของ CPU และความสามารถของ Module ว่าจับสัญญาณดาวเทียมได้กี่ดวง
- RAM : เนื่องจาก GPS Navigator (GPS ติดรถ) จะใช้ Program พร้อมๆกันอย่างมาก 1-2 ตัวเท่านั้น ดังนั้นขนาดของ RAM อาจจะไม่ค่อยสำคัญนัก ส่วนมากจะใส่มาให้ 64-128MB ถือว่าเพียงพอแต่แนะนำให้เป็น DDR Ram เพราะ SD RAM จะส่งข้อมูลได้ช้ากว่า DDR Ram
- Functions เสริม : Programs เสริมหลักที่ติดมาให้กับ GPS Navigator ที่ใช้ OS เป็น WindowsCE นั้น ส่วนใหญ่จะใช้ดูหนัง, ฟังเพลง, เล่นเกมส์ หรือ เปิดfile เอกสาร ซึ่งอาจไม่ค่อยได้นำมาใช้จริงเท่าไร ส่วนFunction เสริม FM Transmitter จะมีติดมากับ GPS Navigator บางรุ่น และจะมี bluetooth ที่มีไว้เชื่อมต่อกับมือถือเพื่อไว้รับโทรศัพท์ขณะขับรถ ราคาเครื่องที่มี Bluetooth จะแพงขึ้น 400-500บาทจากรุ่นปกติ ให้พิจารณาความต้องการของเรากับ Functions เสริมเหล่านี้ ว่านอกจากการนำทางแล้ว เราต้องการอะไรเสริมจากนั้นอีกหรือไม่
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น